ว่าด้วยเรื่องการสอบ o-net

วันนี้ตรงกับวีนเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งวันนี้ทั่วประเทศไทยจะมีการสอบ o-net กันในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 สอบสองวันนะคือวันเสาร์และวันอาทิตย์ ผมไม่ได้คุมสอบนะ และบอกตามตรงไม่อยากคุมสอบด้วย ผมเป็นครูแน่นอนผมได้ติวเกี่ยวกับการสอบโอเน็ตแน่นอน ติวทุกสัปดาห์ด้วย และเด็กก็ชอบข้ามห้องมาเรียนกับผมด้วย เราจะแบ่งครูแบ่งกลุ่มการติวครับ แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยศรัทธากับการเรียนการสอบแบบนี้เท่าไร ผมเรียนในประเทศไทยนะ แต่ผมไม่ค่อยศรัทธาในระบบการเรียนและแข่งกันด้วยการสอบและเอาคะแนนมาตัดสิน อย่างนี้ดผมไม่เชื่อและผมไม่ศรัทธา แต่ผมก็เรียนจนจบมาได้เรียกได้ว่าผมเกาะระบบการศึกษาไทยเพื่อทำให้ตัวเองจบออกมาก็ว่าได้ แต่ผมไม่ใช่พวกที่เรียนแบบนี้ไม่ได้นะ ผมเรียนได้เหมือนกันเรียนแบบไทยไม่ยากเลย แค่ทำข้อสอบในกระดาษที่ครูแจกให้มาได้ ก็ได้เกรดสี่แล้ว ผมคิดมาตลอดว่าแบบนี้มันไม่ใช่แน่นอน ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผมเรียนในมหาลัย 5 ปี ผมจึงไปศึกษาแนวคิดหลักปรัชญาต่างๆของการศึกษาพวกชาวตะวันตก ผมไปอ่านเจออันหนึ่งเขาบอกว่า การศึกษาคือการลงมือทำให้เห็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่ทำข้อสอบได้ เอออันนี้จริงวะ การศึกษาไทยติดกับดักกับคำว่าสอบ กับคำว่าคุณต้องได้คะแนนเยอะๆ คุณจึงจะเก่ง ถามว่าได้คะแนนเยอะๆเอาทำไม so what เพื่ออะไร แต่แนวคิดการศึกษาทางด้านตะวันตกเขาเลือกหันหลังให้กับกระดาษ A4 หันหลังให้กับคะแนนสอบโง่ๆที่ทุกคนอยากได้กันมาก แล้วถามว่าการศึกษาของเขาคืออะไร แนวทางของเขาคือก้าวข้ามกระดาษก้าวข้ามคะแนนมาสู่การสร้างสรรค์และสุดท้ายแล้วก็คือการสร้างนวัตกรรมขึ้นมาให้ได้ นี้คือผลลัพท์สุดท้ายของแนวทางการศึกษาทางด้านตะวันตก ก็คือสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา เรียนเพื่อสร้างสิ่งที่มันจำต้องได้ สุดท้ายพวกนวัตกรรมนี้ก็จะกลายเป็นสินค้าทางธุรกิจค้าขายออกไปทั่วโลก ในขณะที่ประเทศไทยยังบูชาแค่กระดาษ คุณครูทำผลงานโดยการพิมพ์อะไรก็ไม่รู้ลงในกระดาษซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรต่อนักเรียนไทยเลย555 อันนี้คือความจริงนะผมอยู่ในวงการนี้5555 เห็นผลงานแต่ละคนแล้วเศร้าใจยิ่งนัก แต่ผมก็ไม่ได้ว่าพวกผู้คนเหล่านั้นหรอก ผมไม่ว่าใครเพราะผมถือว่าผมยังโง่อยู่เหมือนกัน5555 โลกมันก็เป็นแบบนี้เองแหละ สุดท้ายนี้ฝากบอกนักเรียนทั้งหลายครับ สอบไปเหอะได้คะแนนน้อยบ้างมากบ้าง อย่าไปเครียด ถ้ามีโอกาศได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ก็ไปดูแนวคิดการศึกษาของประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกันอย่างไร แล้วเอามาช่วยกันแก้ไข แต่ระบบการศึกษาแบบไทยนี้แก้ยาก และไม่มีคนแก้ได้ แต่สิ่งที่แก้ได้คือระบบของโลกที่กำลังเป็นไป กล่าวคือโลกในศตวรรษข้างนี้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยวุฒิการศึกษา อาชีพหลายอาชีพที่เกิดขึ้นมาใหม่ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเรียนจบด็อกเตอร์ก็ทำเงินได้ เช่นพวก youtuber ,โปรแกรมเมอร์เก่งๆศึกษาโค้ดเองจากอินเตอร์เน็ตอยากสมัครงานบริษัทไหนก็เขียนโค้ดเอาผลงานให้เขาดูว่าทำได้นะเขาก็รับเลย โลกมันกำลังบีบระบบการศึกษาที่ล้าหลังให้หายไปเองโดยที่ไม่ต้องมีใครไปแก้ไข ในฐานะที่เราเป็นคนที่อาศัยบนโลกและมีระบบการศึกษาที่ล้าหลังแบบนี้เราจะรอให้ระบบล่มก่อนเหรอ ไม่ได้เราต้องกระโดดเอาตัวเองออกจากระบบนี้มองหาเทรนใหม่ในการเรียน การทำงาน ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนฉลามในมหาสมุทร แต่เราก็เป็นเหาฉลามที่ไม่เคยอดอยากเลย จำคำนี้ของผมเอาไว้และแกะความหมายมันให้ออก….

สำหรับประโยชน์ของบทความนี้คือ

  1. มองเทรนด์โลกอนาคตให้ออก อยู่กับระบบที่ล้าหลังได้แต่อย่าให้ระบบนั้นกดทับตัวเราเอาไว้
  2. อย่าเอาเวลาไปอิจฉาวิจารณ์คนอื่น จงดูตัวเองและเร่งพัฒนาตัวเอง
  3. ถ้าเรามิอาจยิ่งใหญ่ได้เท่าฉลามในมหาสมุทรแต่เราก็เป็นเหาฉลามที่ไม่เคยอดอยากได้เช่นกัน
  4. อย่าไปเครียดกับปัญหาที่มันอยู่ไกลจงมองดูที่ตัวเองและแก้ไขตัวเองจะดีกว่า
  5. สุดท้ายนี้ไม่มีใครอยู่ในโลกนี้เกินร้อยปีหรอก อย่าลืมแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับโลกนี้ด้วย
  6. หมดแล้วใครมีข้อคิดอะไรดีๆ….เชิญคอมเม้นต์ด้านล่างจ๊ะ
79 Views